อย่างที่รู้กันดีนะครับว่าประเทศไทยเราเป็นประเทศที่ร้อนมากๆ ทำให้อุณหภูมิในแต่ละวันสูงเฉียด 40 องศาเข้าไปแล้ว และในสภาพอากาศทุกวันนี้นี่ยิ่งร้อนหนักเข้าไปใหญ่ ทำให้โรคร้ายต่างๆ ที่แฝงมากับหน้าร้อนนั้นเยอะมากจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคฮีทสโตรก (Heat Stroke) หรือโรคลมแดดนั่งเอง ซึ่ง โรคฮีทสโตรก (Heat Stroke) เป็นโรคที่หลายคนมองข้ามมากๆ ทั้งๆ ที่มันเป็นหนึ่งในโรคร้ายแรงที่ทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้เลย

การรับความร้อนเข้าสู่ร่างกายมากเกินไปจะทำให้ร่างกายมีอุณหภูมิสูง และส่งผลให้ระบบต่างๆ ทำงานผิดปกติ ซึ่งส่งผลต่อระบบไหลเวียนเลือด และนำพามาสู่ปัญหาสุขภาพร้ายแรงต่างๆ ซึ่งสาเหตุนี้เองที่ทำให้ โรคฮีทสโตรก (Heat Stroke) เป็นภัยเงียบที่อันตรายและคร่าชีวิตคนได้แบบไม่ทันตั้งตัว โดยวันนี้เราจะมาพาทุกคนไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้แบบเต็มที่กัน

โรคฮีทสโตรก (Heat Stroke) คืออะไร

หลายๆ คนอาจะไม่รู้จักว่า โรคฮีทสโตรก (Heat Stroke) คืออะไร แต่จะรู้จักมันในอีกชื่อคือ โรคลมแดด นั่นเอง ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากการที่ความร้อนในร่างกายเราสูงขึ้นอย่างมาก เป็นผลมาจากอากาศภายนอกที่สูง ความร้อนจากแสงแดด และพื้นที่อากาศไม่ถ่ายเท ส่งผลให้ร่างกายของคนเราไม่สามารถระบายความร้อนได้อย่างทันท่วงที จึงทำให้อุณหภูมิร่างกายร้อนขึ้นเรื่อยๆ จนระบบต่างๆ แปรปรวน ทำงานผิดปกติ ซึ่งถ้าหากปล่อยทิ้งไว้ให้ร่างกายรับภาระหนักอึ้งอย่างนี้มากกว่า 2 ชั่วโมง ก็จะทำให้เกิดการเสียชีวิตได้ทันที เป็นเพชฌฆาตที่พรากเอาชีวิตคนที่ไม่ระมัดระวังตัวเองไปนักต่อนักแล้ว

ซึ่งโรคฮีทสโตรก (Heat Stroke) นั้นถ้าสามารถป้องกันได้ทัน หรือรู้เท่าทันการรักษาอย่างถูกต้องล่ะก็ จะสร้างโอกาสในการรอดชีวิตได้สูงถึง 90% เลยทีเดียว ดังนั้นในความเป็นจริงแล้ว โรคฮีทสโตรก (Heat Stroke) ไม่ใช่โรคร้ายแรงที่รักษาไม่ได้ แต่ปัญหาอยู่ที่คนส่วนใหญ่ขาดความรู้ในการรับมือโรคนี้มากกว่า

ข้อสังเกตุอาการโรคฮีทสโตรก (Heat Stroke) เพื่อเตรียมรับมือ

อาการส่วนใหญ่ของโรคฮีทสโตรก (Heat Stroke) นั้นจะเหมือนกับอาการเหน็ดเหนื่อยทั่วไป ทำให้คนจำนวนมากไม่ทันตั้งตัว และคิดว่าแค่พักผ่อนก็น่าจะหาย ซึ่งส่งผลให้อาการจากเบาทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และนี่คืออาการหลักของโรคฮีทสโตรก (Heat Stroke) ที่ทุกคนต้องสังเกตและเตรียมรับมือ

  • หน้ามืด เมื่อยล้า
  • อ่อนเพลียไม่มีแรง
  • ปวดศีรษะ
  • คลื่นไส้อาเจียน
  • หอบหายใจเร็ว
  • ใจสั่น
  • หัวใจเต้นเร็วมาก
  • อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • รูขุมขนจะปิดจนไม่สามารถระบายเหงื่อได้
  • ตัวร้อนมาก ผิวแดงจัด
  • วัดอุณหภูมิได้มากกว่า 40 องศาเซลเซียส
  • สับสน หงุดหงิด พูดจาไม่รู้เรื่อง
  • อาจถึงขั้นชักกระตุก เกร็ง และหมดสติไป
  • ผิวหนังแห้ง และร้อน ตัวร้อนขึ้นเรื่อย แต่ไม่มีเหงื่อออก
  • ความดันเลือดลดลง

6 กลุ่มคนที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคฮีทสโตรก (Heat Stroke) มากที่สุด

คนที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคฮีทสโตรก (Heat Stroke) นั้นมีทั้งหมด 6 กลุ่มด้วยกันดังนี้

1. คนที่ทำงานหนัก กลางแจ้ง หรือออกกำลังกายกลางแดดเป็นเวลานาน

2. เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ขวบ และผู้สูงอายุ เพราะระบบต่างๆ ในร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนได้ดีเท่าวัยรุ่น

3. คนที่มีโรคประจำตัวร้ายแรง เช่น โรคความดันโลหิตสูง

4. คนที่มีน้ำหนักเกิน เป็นโรคอ้วน

5. คนที่พักผ่อนไม่เพียงพอ ระบบจะตอบสนองต่อความร้อนได้ช้ากว่าปกติ

6. คนที่ดื่มแอลกอฮอล์ เพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์จะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่สูง ยิ่งอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ร้อนจัด ยิ่งทำให้เกิดโรคฮีทสโตรก (Heat Stroke) ได้ง่าย

พนักงานออฟฟิศนั่งห้องแอร์ก็เสี่ยงต่อการเป็นโรคฮีทสโตรก (Heat Stroke)

ความน่ากลัวของโรคฮีทสโตรก (Heat Stroke) นั้นคือการที่มันตามติดเราไปในทุกๆ ที่ อย่าคิดนะครับว่าเรานั่งห้องแอร์อากาศเย็นๆ เป็นพนักงานออฟฟิศแล้วจะปลอดภัย เพราะกลุ่มคนที่ได้รับการเตือนให้ระวังในเรื่องนี้มากที่สุดถึงแม้จะเป็นผู้สูงอายุ แต่จริงๆ แล้วคนทำงานในออฟฟิศก็เสี่ยงด้วยเหมือนกัน เพราะร่างกายเราจะคุ้นเคยกับอากาศความเย็นในห้องแอร์ไปแล้ว พอทีนี้เวลาเดินออกมาพักกลางวัน หรือมาข้างนอกออฟฟิศที่ต้องเผชิญแสงแดดแรงๆ ในทันที อุณหภูมิร่างกายก็จะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดอาการช็อกได้ เพราะร่างกายปรับตัวไม่ทัน ซึ่งนี่เป็นสาเหตุของปัญหาหน้ามืดที่คนออฟฟิศหนุ่มสาวเจอกันบ่อยมาก ดังนั้นอย่าชะล่าใจ และเตรียมศึกษาการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อเป็น โรคฮีทสโตรก (Heat Stroke) ด่วนเลย

การปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อเกิดโรคฮีทสโตรก (Heat Stroke)

เมื่อพบเจอผู้ป่วยเป็นโรคฮีทสโตรก (Heat Stroke) หรือตัวเราเองเกิดอาการหน้ามืดเป็นลมแดดขึ้น ให้ปฏิบัติดังนี้

1. พาคนป่วยเข้าไปอยู่ในที่ร่ม ไม่โดนแสงแดด เพื่อลดอุณหภูมิในร่างกายลงไม่ให้สูงเท่าเดิม หาที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวก ให้คนป่วยนอนราบ ยกเท้าสูงทั้งสองข้าง เพราะจะทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น และหล่อเลี้ยงระบบต่างๆ ปรับอุณหภูมิร่างกายได้

2. ปลดกระดุมเสื้อออกให้หลวม ให้คนป่วยสามารถหายใจได้สะดวก ระบายความร้อนได้ไวขึ้น

3. นำผ้าชุบน้ำอุณหภูมิห้อง มาเช็ดตัว ตามบริเวณรักแร้ คอ ขาหนีบ และหน้าผาก โดยการเช็ดต้องเช็ดย้อนรูขุมขนขึ้นเพื่อระบายความร้อน

4. ถ้าแถวนั้นมีพัดลม ให้เปิดพัดลมจ่อคนป่วย หรือหาอะไรมาพัดแรงๆ เพื่อช่วยในการลดอุณหภูมิให้ต่ำลงโดยเร็วที่สุด

5. ถ้าทำทุกข้อที่กล่าวมาแล้วผู้ป่วยยังอาการไม่ดีขึ้น ให้โทรแจ้งโรงพยาบาล 1669 ทันที

วิธีป้องกันก่อนเกิดโรคฮีทสโตรก (Heat Stroke)

สำหรับเพื่อนๆ ที่มองเห็นคามรุนแรงของโรคนี้และต้องการที่จะป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นกับตัวเอง หรือคนรอบๆ ตัวก็สามารถใช้ชีวิตด้วยสติและความไม่ประมาท พร้อมปรับพฤติกรรมของตัวเองตามนี้ได้เลย

1. ก่อนออกจากบ้านให้ดื่มน้ำอย่างพอเพียง อย่างน้อยๆ 1-2 แก้ว เพื่อเติมความชุ่มชื้นและลดอุณหภูมิร่างกาย

2. ถ้าอยู่ท่ามกลางแดดร้อนหรือกลางแจ้งเป็นเวลานาน ควรดื่มน้ำให้ได้ชั่วโมงละ 1 ลิตร ป้องกันอาการขาดน้ำ

3. สวมใส่เสื้อผ้าที่ความบางเบา สีอ่อน และหลวม ไม่รัดแน่น เพื่อการระบายอากาศที่ดี

4. หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชา รวมถึงกาแฟ และเครื่องดื่มน้ำตาลสูง

5. อย่าใช้กำลังหรือขยับเคลื่อนไหวตัวรุนแรงในช่วงที่มีอากาศร้อนจัด

6. คอยสังเกตสีของปัสสาวะตัวเอง ถ้ามีสีเหลืองเข้มมากจนเกินไป แสดงว่าร่างกายกำลังขาดน้ำ ให้ดื่มน้ำทดแทนไปมากๆ

7. ถ้ามีอาการอ่อนเพลีย หรืออาการที่บ่งบอกไปข้างต้น ให้ดื่มน้ำเกลือแร่ และทำให้อุณหภูมิร่างกายเย็นลงโดยด่วน

8. ไม่อยู่ท่ามกลางแสงแดด หรือที่อากาศร้อนจัดเป็นเวลานาน

9. ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับความร้อนที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ

จะเห็นได้ว่าถึงแม้โรคฮีทสโตรก (Heat Stroke) นั้นจะดูร้ายแรง รุนแรง และอันตรายมากมายขนาดไหน แต่เราก็สามารถที่จะป้องกัน และรักษาให้หายได้ทันทีเมื่อมันเกิดขึ้นมา ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดในการไม่ให้โรคนี้เกิดขึ้นกับตัวก็คือ การดื่มน้ำอย่างน้อยๆ 1-2 แก้ว ทุกๆ ชั่วโมง

หากเพื่อนๆ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งได้ก็ให้ดื่มน้ำบ่อยๆ ถึงแม้จะไม่รู้สึกกระหายน้ำเลยก็ตาม และก่อนออกจากบ้านทุกครั้งต้องทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30+++ ขึ้นไป เพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นมะเร็งผิวหนังซึ่งเป็นโรคที่น่ากลัวกว่า โรคฮีทสโตรก (Heat Stroke) หลายเท่า

หรือถ้าบ้านใครมีเด็กเล็กที่ไม่อยากให้เจ็บป่วยจากโรคนี้ ก็ให้เปิดหน้าต่างให้หมด ให้อากาศระบายถ่ายเทได้ดี ไม่ร้อนอบอ้าว ไม่ปล่อยให้คนชรา หรือเด็กเล็กอยู่ตามลำพังในพื้นที่ปิดสนิท เช่น ในห้อง หรือ ในรถ เท่านี้ก็จะหลีกเลี่ยงปัญหาการเกิดโรคฮีทสโตรก (Heat Stroke) ไปได้มากแล้วล่ะครับ