การดูแลตัวเองเมื่อเข้าสู่การเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวาน

โรคเบาหวาน

โรคเบาหวาน ภัยเงียบใกล้ตัวคุณ ที่คนสายหวานไม่ควรมองข้าม !

โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus: DM) เป็นภาวะที่ร่างกายมีน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติระดับน้ำตาลในเลือดเป็นตัวบ่งบอกถึงภาวะความเสี่ยงต่อการเป็น โรคเบาหวาน  ซึ่งผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อภาวะโรคนี้สามารถพัฒนาการเกิดเบาหวานประเภทที่ 2 ได้ โดยมีสาเหตุเกิดจากการที่ตับอ่อนผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้ไม่เพียงพอต่อการใช้ ทำให้อาจเกิด โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดในสมองในอนาคตได้ง่ายขึ้น ซึ่งการขาดฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) หรือการดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลิน ส่งผลให้กระบวนการดูดซึมน้ำตาลในเลือดให้เป็นพลังงานของเซลล์ในร่างกายมีความผิดปกติ หรือทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดน้ำตาลสะสมในเลือดปริมาณมาก หากปล่อยให้ร่างกายอยู่ในสภาวะแบบนี้เป็นเวลานานๆ จะทำให้อวัยวะต่าง เสื่อมเร็วรวมทั้งเกิดโรคและอาการแทรกซ้อนขึ้น

อาการของผู้ที่เป็นเบาหวาน

คนส่วนใหญ่มักจะตรวจพบว่าตัวเองเป็น โรคเบาหวาน หลังจากที่เป็นมานานแบบไม่รู้ตัว ซึ่งมีหลายๆ คนที่กว่าจะรู้ว่าเป็นโรคนี้ก็เกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นแล้ว อาการที่พบส่วนใหญ่คือ ปากแห้ง ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำมาก หิวบ่อย น้ำหนักลดหรือเพิ่มผิดปกติ และมีสายตาพร่ามัว เห็นภาพไม่ชัด รู้สึกเหนื่อยง่าย  และมีอาการชาโดยเฉพาะมือและขาหากเป็นบาดแผลก็จะหายยาก ฯลฯ โดยผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานประเภทที่ 1 จะมีอาการแบบเฉียบพลันซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยหมดสติถึงขั้นเสียชีวิตได้ เพราะเป็นอาการที่เกิดจากความรุนแรงหากร่างกายขาดอินซูลิน ทำให้เกิดการคั่งของสารคีโตน (Ketones) ซึ่งเป็นพิษต่อระบบประสาท ส่วนผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 2 จะมีลักษณะอาการแบบค่อยเป็นค่อยไป พบในวัยผู้สูงอายุ ส่วนคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์มักเกิดขึ้นในช่วงอายุครรภ์ประมาณ 24-28 สัปดาห์

สาเหตุของผู้ป่วยเบาหวาน

ตามปกติ ระบบการเผาผลาญของร่างกายจะย่อยอาหารที่รับประทานเข้าไป เพื่อให้อยู่ในรูปแบบของน้ำตาลกลูโคส โดยจะมีฮอร์โมนอินซูลินที่ผลิตได้จากตับอ่อนที่จะนำน้ำตาลกลูโคสเหล่านี้ไปเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อเป็นการเผาผลาญเป็นพลังงาน แต่ร่างกายของผู้ป่วยเบาหวานส่วนใหญ่จะไม่สามารถนำน้ำตาลกลูโคสเข้าไปในกระแสเลือดได้ เพราะขาดฮอร์โมนอินซูลิน หรือเนื้อเยื่อเกิดภาวะการดื้ออินซูลิน ส่งผลให้ผู้ป่วยเบาหวานมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (Hyperglycemia)  ทำให้มีการแยกสาเหตุของเบาหวานตามประเภทที่พบทั่วไปได้ 3 ประเภทคือ

เบาหวานประเภทที่ 1

ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานชนิดนี้เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันร่างกายไปทำลายเบตาเซลล์ (Beta cells) ของตับอ่อนซึ่งมีหน้าที่ผลิตฮอร์โมนอินซูลิน ทำให้ตับอ่อนไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้ ซึ่งการได้รับอินซูลินเข้าสู่ร่างกายด้วยการฉีดอินซูลินหรือรับประทานยาในระยะยาวจึงจำเป็นต่อผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานมาก และหากไม่ทำการรักษาอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนโรคอื่นๆ ตามมาได้ ซึ่งเบาหวานชนิดนี้ยังเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม โรคหรือการติดเชื้อที่เกิดกับตับอ่อนมักพบในผู้ที่มีอายุน้อย แต่ก็มีความเป็นไปได้ในทุกช่วงอายุเพราะอาการของโรคจะมีการพัฒนารวดเร็ว ซึ่งเป็นการเกิดแบบเฉียบพลัน แต่สาเหตุของการเกิดเบาหวานประเภทนี้ยังไม่แน่ชัดเท่าใดนัก   

เบาหวานประเภทที่ 2

เป็นประเภทเบาหวานที่สามารถพบได้มากที่สุดประมาณ 95% ซึ่งเกิดจากภาวะการดื้ออินซูลิน หรือความผิดปกติในการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินของตับอ่อนน้อยเกินไป โดยปัจจัยที่เกี่ยวข้องอย่างเห็นได้ชัดคือ น้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วนตั้งแต่เด็ก และขาดการออกกำลังกาย อีกทั้งยังมีประวัติการเป็นเบาหวานในครอบครัว และจะเป็นเมื่ออายุที่เริ่มมากขึ้น อาการของโรคจะค่อยเป็นค่อยไป โดยเบาหวานชนิดนี้มักพบในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก 

เบาหวานขณะตั้งครรภ์

เป็นอาการเบาหวานที่ตรวจพบครั้งแรกขณะตั้งครรภ์ ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่กำลังตั้งครรภ์ไม่เคยมีประวัติการเป็นโรคนี้มาก่อน เกิดจากการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี เพราะน้ำตาลในเลือดสูงมากกว่าเกณฑ์ปกติที่เกิดภาวะของการดื้ออินซูลิน โดยเป็นการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนบางชนิดที่มีฤทธิ์ต่อต้านฮอร์โมนอินซูลินในขณะตั้งครรภ์ ซึ่งมีหน้าที่ในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดนั่นเอง   

นอกจากนี้เบาหวานยังสามารถเกิดได้จาก โรคตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง,โรคต่อมไร้ท่ออื่น หรือฮอร์โมนผิดปกติจากการใช้ยาบางชนิด 

โรคเบาหวาน อาการ

การรักษาเบาหวาน

เบาหวานในประเภทที่ 1

การรักษาคือ ผู้ป่วยจะต้องได้รับฮอร์โมนอินซูลินเข้าไปทดแทนในร่างกายด้วยการฉีดยาเป็นหลัก แต่หากจะให้ผลดีก็ควรทำควบคู่ไปกับการคุมอาหารและออกกำลังกายที่เหมาะสม ซึ่งแพทย์จะพิจารณาตามอาการของผู้ป่วยแต่ละราย

เบาหวานประเภทที่ 2

แพทย์อาจให้ยาที่มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดโดยการเพิ่มการตอบสนองของฮอร์โมนอินซูลินให้ดีขึ้น รวมทั้งเพิ่มการใช้น้ำตาลกลูโคสในร่างกายมากขึ้น อย่าง ยาเมทฟอร์มิน (Metformin) , ไบกัวไนด์ (Biguanide), ยาในกลุ่มไธอะโซลิดีนไดโอน (Thiazolidinediones) , ยาในกลุ่มซัลโฟนิลยูเรีย (Sulfonylureas) , ยาแอลฟากลูโคซิเดส อินฮิบิเตอร์ (Alpha-glucosidase Inhibitor) หรือฉีดอินซูลินเข้าไปทดแทนเช่นเดียวกับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ในกรณีที่อาการไม่ดีขึ้น ส่วนผู้ป่วยที่เริ่มเป็นเบาหวานในระยะแรกๆ สามารถรักษาได้ด้วยการรับประทานอาหารที่เหมาะสม และการออกกำลังกายบวกกับการควบคุมน้ำหนักจะเห็นผลได้ชัดขึ้น 

เบาหวานขณะตั้งครรภ์

คุณแม่ท้องควรเข้าฝากครรภ์และพบแพทย์ตามนัดเป็นประจำตั้งแต่ในระยะแรกๆ พร้อมทั้งควบคุมอาหารที่รับประทาน อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะอาหารประเภทหวานๆ ประเภทน้ำตาลและแป้งลง แต่ให้หันมาเพิ่มการรับประทานโปรตีน ผักและผลไม้ให้มากขึ้น หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสชาติหวานจัดหรือไขมันสูง ซึ่งจะช่วยคุมน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในด้านต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้กับแม่และทารกในครรภ์ และออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับคนตั้งครรภ์ตามคำแนะนำของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ หากการรับประทานอาหารและออกกำลังกาย ซึ่งเป็นการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ผล แพทย์อาจแนะนำให้ฉีดอินซูลินเพิ่มเติม

การรับมือของผู้ป่วยเบาหวาน

ความเครียดจะส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรหาวิธีการจัดการกับความเครียดที่เกิดขึ้นให้เร็วที่สุดโดยพยายามหายใจเข้าออกลึกๆ เวลาว่างๆ และไปเดินเล่น นั่งสมาธิ หรือทำงานอดิเรก ฟังเพลงที่ชอบ นอกจากนี้ผู้ป่วยเบาหวานยังอาจมีอาการอื่นๆ แทรกเข้ามาด้วย โดยเฉพาะบริเวณเท้าในส่วนของเส้นประสาทเท้าและระบบไหลเวียนโลหิต ที่จะทำให้เกิดอาการเท้าบวมหรือเป็นแผลเพราะเท้าผิดปกติ ซึ่งผู้ป่วยเบาหวานอาจเผชิญกับปัญหาที่เท้าเป็นส่วนใหญ่ ทางที่ดีคือควรดูแลสุขภาพเท้าเพื่อป้องกันอาการร้ายแรง สามารถทำได้ด้วยการล้างเท้าด้วยน้ำอุ่นเป็นประจำทุกวัน เช็ดเบาๆ จนเท้าแห้ง แล้วทาโลชั่นเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นทั่วเท้า ที่สำคัญคือ หมั่นตรวจสอบว่าที่เท้ามีแผลหรืออาการบวมแดงหรือไม่ หากผู้ป่วยเกิดแผลเบาหวานที่เท้า แพทย์อาจให้ใส่อุปกรณ์ป้องกันแผลอย่างรองเท้าสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เฝือก หรือผ้าพันแผล หากรักษาแล้วอาการไม่ดีขึ้น อาจต้องตัดอวัยวะทิ้งเพื่อป้องกันอาการลุกลาม

สาเหตุ โรคเบาหวาน

การป้องกันโรคเบาหวาน

ผู้ป่วยเบาหวานจะต้องคอยหมั่นระวังระดับน้ำตาลในเลือดและคอเลสเตอรอลให้อยู่เกณฑ์ปกติ หากเป็นสตรีมีครรภ์ควรเข้ารับการฝากครรภ์ตั้งแต่เนิ่น เพื่อตรวจเบาหวานในระหว่างการตั้งครรภ์และหมั่นพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ว่าจะเป็นเบาหวานชนิดไหนก็ควรเน้นการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และสารอาหารครบถ้วน มีกากใยสูง หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และการดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ที่สำคัญควรทำการตรวจคัดกรองเบาหวานหากอยู่ในภาวะของความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น 

ถั่งเช่ากับโรคเบาหวาน

ถั่งเช่าควบคุมความหวาน

ถั่งเช่าหรือมีสรรพคุณด้านบำรุงร่างกายจนได้ชื่อว่าเป็นราชาแห่งสมุนไพรซึ่งหนึ่งในคุณสมบัติเด่นๆ ที่สำคัญก็คือ ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด เพราะถั่งเช่ามีสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ทางยาอย่าง สารคอร์ไดเซปิน (Cordycepin) สารโพลีแซคคาไรด์ (Polysaccharide) เบต้ากลูแคน (Beta glucan) ฯลฯ ซึ่งช่วยให้การเผาผลาญน้ำตาลในร่างกายดีขึ้น ช่วยส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงได้เป็นอย่างดี แค่เพียงรับประทานถั่งเช่าวันละ 3 กรัมก็จะสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้มากถึง 95% ส่วนใครที่กำลังมองหาสมุนไพรจีนที่มีสรรพคุณในการช่วยบำรุงร่างกายถั่งเช่าถือเป็นสุดยอดสมุนไพรที่หารับประทานได้ง่ายๆ และได้สุขภาพเต็มๆ ถือเป็นอีกชนิดหนึ่งที่ทุกคนไม่ควรพลาด เมื่อน้ำตาลในเลือดลงลง โอกาสที่จะเกิดเบาหวานก็จะลดลงตามไปด้วย

สิ่งสำคัญของการรักษาโรคเบาหวานทุกชนิด คือ ต้องคอยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิต และลดคอเลสเตอรอลให้อยู่เกณฑ์ปกติ สามารถทำได้โดยการควบคุมการรับประทานที่เหมาะสม ออกกำลังกายเป็นประจำ ซึ่งเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หายขาด แต่เมื่อเกิดโรคขึ้นแล้วก็สามารถควบคุมอาการของโรคและดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ หากไม่อยากให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจนถึงขั้นเสียชีวิต ผู้ป่วยควรได้รับการรักษาที่ถูกต้องและเหมาะสมเพื่อทำให้อวัยวะและระบบต่างๆ ในร่างกายกลับมาทำงานเป็นปกติ